เวลาไปยืนหน้าร้าน เราจะเห็นน้ำมันวางเต็มชั้น ทั้งถั่วเหลือง ปาล์ม มะพร้าว มะกอก งา และอีกสารพัด บางคนใช้น้ำมันขวดเดียวกับทุกเมนูเพราะไม่อยากคิด แต่ถ้าเราเข้าใจว่าน้ำมันแต่ละชนิดทนความร้อนได้แค่ไหนและให้กลิ่นอะไรกับอาหาร เราจะเลือกใช้ได้ตรงงานขึ้น ทั้งอร่อยขึ้นและลดปัญหาน้ำมันร้อนจนเกิดควันในครัว
ทำไมต้องแยกน้ำมันตามประเภทการใช้งาน
น้ำมันทำอาหารไม่ได้เหมือนกันทั้งหมด คุณสมบัติที่ต่างกันชัดเจนที่สุดคือ จุดเกิดควัน หรืออุณหภูมิที่น้ำมันเริ่มร้อนจนเกิดควันและสลายตัว เมื่อน้ำมันถูกความร้อนเกินจุดนี้ จะมีกลิ่นฉุน อาหารมีรสเพี้ยน และไม่ควรนำน้ำมันนั้นกลับมาใช้ซ้ำกับการทอดที่อุณหภูมิสูง
นอกจากจุดเกิดควันแล้ว ยังมีเรื่องของกลิ่น รส และองค์ประกอบของไขมันที่ต่างกัน น้ำมันบางชนิดเหมาะกับการทอดเพราะทนร้อนได้ดี บางชนิดเหมาะกับน้ำสลัดเพราะกลิ่นหอมเป็นส่วนหนึ่งของเมนู
ข้อควรเข้าใจให้ตรงกันก่อน: จุดเกิดควันที่ระบุบนฉลากหรือในบทความทั่วไปเป็นค่าที่ได้จากการทดสอบในสภาพหนึ่ง ไม่ใช่ตัวเลขที่ทุกยี่ห้อจะเท่ากันเป๊ะ และค่าอาจต่างกันตามกระบวนการกลั่นและความบริสุทธิ์ของน้ำมัน ค่าที่ใช้บ่อยจึงควรใช้เป็นแนวทางเปรียบเทียบ ไม่ใช่กฎที่ตายตัว
จุดเกิดควันคร่าว ๆ ของน้ำมันที่พบบ่อย
ตัวเลขต่อไปนี้เป็นค่าโดยประมาณที่อ้างอิงกันทั่วไป เพื่อให้เห็นภาพความแตกต่างระหว่างชนิด ขอเน้นว่าเป็นค่าประมาณ ไม่ใช่ค่าที่รับประกันสำหรับทุกผลิตภัณฑ์
- **น้ำมันมะพร้าว (กลั่นแล้ว)** ประมาณ 200-230 องศาเซลเซียส ทนร้อนได้ดี
- **น้ำมันมะกอกแบบกลั่น (refined)** ประมาณ 200-240 องศาเซลเซียส ทนร้อนได้ดี
- **น้ำมันมะกอก virgin / extra virgin** ประมาณ 160-190 องศาเซลเซียส ต่ำกว่าแบบกลั่นชัดเจน เหมาะกับงานไฟกลาง
- **น้ำมันถั่วเหลือง** ประมาณ 230 องศาเซลเซียส ใช้ทอดได้
- **น้ำมันข้าวโพด** ประมาณ 230 องศาเซลเซียส ใช้ทอดได้
- **น้ำมันปาล์ม** ประมาณ 230 องศาเซลเซียส ใช้ทอดได้และทนทาน
- **น้ำมันรำข้าว** ประมาณ 250 องศาเซลเซียส ทนร้อนได้ดี
- **น้ำมันงา (คั่วแล้ว)** จุดเกิดควันต่ำ ใช้เป็นน้ำมันปรุงกลิ่น ไม่ใช่สำหรับการทอด
สังเกตว่าความต่างระหว่าง “น้ำมันมะกอกกลั่น” กับ “น้ำมันมะกอก virgin” มีมาก การซื้อขวดที่เขียนคำว่า olive oil เฉย ๆ จึงอาจได้น้ำมันที่จุดเกิดควันไม่เหมือนกัน ควรอ่านฉลากให้ละเอียด
แต่ละชนิดใช้กับอะไร
น้ำมันถั่วเหลือง
กลิ่นอ่อน ราคาเข้าถึงง่าย จุดเกิดควันสูงพอสำหรับการทอด เช่น อาหารทอดทั่วไป ใช้ผัดและทอดได้ทั้งครัวไทยและครัวทั่วไป ข้อจำกัดคือไม่ให้กลิ่นพิเศษกับอาหาร ถ้าต้องการน้ำมันกลาง ๆ ที่ใช้ได้หลายงาน ขวดนี้ตอบโจทย์
น้ำมันปาล์ม
ทนความร้อนได้ดีและราคาไม่แพง นิยมใช้ทอดอาหารที่ต้องการความกรอบ เช่น กล้วยทอด ไก่ทอด หรือของทอดที่ใช้ไฟแรง น้ำมันปาล์มมีแนวโน้มเป็นของแข็งเมื่อเย็นตัวลง จึงไม่เหมาะเก็บในที่เย็นจัดและไม่ควรเททิ้งลงท่อระบายน้ำโดยตรง
น้ำมันรำข้าว
จุดเกิดควันสูง ทนการทอดซ้ำได้ดีในระดับหนึ่ง และมีกลิ่นอ่อน นิยมใช้ในครัวที่ทอดบ่อย ราคาสูงกว่าน้ำมันถั่วเหลืองบ้าง
น้ำมันมะกอก
กลิ่นและรสเป็นเอกลักษณ์ แบบ extra virgin เหมาะกับน้ำสลัด ปรุงรสบนจาน หรือผัดไฟกลางที่ไม่ต้องการความร้อนสูงจัด ส่วนแบบกลั่น (refined หรือ light) มีกลิ่นอ่อนกว่าและทนร้อนได้สูงกว่าจึงใช้ผัดได้ แต่ไม่ควรใช้กับงานทอดน้ำมันท่วมที่ไฟแรงมากเพราะจะเปลืองงบโดยไม่คุ้ม
น้ำมันมะพร้าว
ให้กลิ่นหอมเฉพาะตัว ทนร้อนได้ดีเมื่อเป็นแบบกลั่น เหมาะกับเมนูที่อยากได้กลิ่นมะพร้าว เช่น แกงหรือของทอดสไตล์บางชาติ ถ้าไม่ชอบกลิ่นมะพร้าวก็ไม่ควรใช้กับเมนูที่กลิ่นจะกลบรสอื่น
น้ำมันงา
ใช้น้อยแต่ให้กลิ่นชัด ใส่ตอนท้ายของการผัดหรือปรุงรสหน้าเมนู จะได้กลิ่นที่ดีกว่าเอาไปทอด เพราะความร้อนสูงจะทำให้กลิ่นหายไปและอาจเกิดกลิ่นขม
น้ำมันเมล็ดดอกทานตะวัน
กลิ่นอ่อน รสสะอาด ใช้ผัดและอบได้ทั่วไป เป็นอีกหนึ่งทางเลือกในครัวประจำวัน
ทำไมการทอดน้ำมันท่วมถึงต้องเลือกน้ำมันให้ดี
การทอดน้ำมันท่วมใช้อุณหภูมิสูงต่อเนื่อง ไม่ใช่แค่วินาทีเดียว น้ำมันที่จุดเกิดควันต่ำจึงอาจเริ่มเสื่อมสภาพเร็วและมีกลิ่น อาหารทอดที่ได้ก็อาจอมน้ำมันและไม่กรอบเท่าที่ควร
การเลือกน้ำมันที่ทนร้อนให้เหมาะกับงานทอดเป็นเรื่องของการใช้งาน ไม่ใช่การตัดสินว่าน้ำมันชนิดไหนดีหรือแย่ แต่ละชนิดมีจุดที่ถนัดต่างกัน
อีกเรื่องที่ต้องระวังคือ การทอดซ้ำ น้ำมันที่ผ่านความร้อนสูงหลายครั้งจะเสื่อมสภาพลง มีสีเข้มขึ้นและมีกลิ่น สังเกตง่าย ๆ คือถ้าน้ำมันเริ่มมีฟองเยอะ เหนียว หรือส่งกลิ่นผิดปกติ ควรเปลี่ยนใหม่ ไม่ควรกรองแล้วใช้ต่อโดยไม่มีกำหนด
เรื่องสุขภาพ: เลือกให้เหมาะ ไม่ใช่เลือกให้สุดโต่ง
การบริโภคน้ำมันมีข้อพิจารณาด้านโภชนาการที่แตกต่างกัน เช่น ชนิดของกรดไขมันอิ่มตัวและไม่อิ่มตัว แต่การเลือกน้ำมันไม่ควรกลายเป็นเรื่องเคร่งเครียดเกินจริง
หลักที่ใช้ได้ทั่วไปคือ ใช้น้ำมันในปริมาณพอเหมาะ เลือกชนิดให้ตรงกับงาน และหลีกเลี่ยงการใช้น้ำมันเดิมทอดซ้ำโดยไม่กำหนด ถ้ามีโรคประจำตัวหรือข้อจำกัดด้านโภชนาการเฉพาะบุคคล ควรปรึกษาแพทย์หรือนักโภชนาการ เพราะคำแนะนำที่เหมาะกับแต่ละคนอาจไม่เหมือนกัน
วิธีเก็บน้ำมันให้อยู่ได้นาน
- เก็บในที่แห้งและไม่โดนแสงแดดตรง เพราะแสงและความร้อนเร่งการเสื่อมสภาพ
- ปิดฝาให้สนิททุกครั้งหลังใช้ เพื่อไม่ให้อากาศและความชื้นเข้าไป
- หลีกเลี่ยงการเก็บใกล้เตา เพราะความร้อนสะสมทำให้เสื่อมเร็ว
- ถ้าซื้อขวดใหญ่ ควรแบ่งใส่ขวดเล็กสำหรับใช้ประจำวัน เพื่อลดการเปิด-ปิดขวดใหญ่บ่อย
เวลาซื้อน้ำมันสักขวด
- **ทอดบ่อยและทอดน้ำมันท่วม** เลือกน้ำมันจุดเกิดควันสูง เช่น ปาล์ม ถั่วเหลือง รำข้าว
- **ผัดกับข้าวทุกวัน** น้ำมันถั่วเหลืองหรือทานตะวันกลิ่นอ่อนก็เพียงพอ
- **น้ำสลัดและเมนูที่กลิ่นสำคัญ** น้ำมันมะกอก extra virgin หรือน้ำมันงา
- **เมนูที่ต้องการกลิ่นมะพร้าว** น้ำมันมะพร้าวแบบกลั่น
- **ไม่แน่ใจ** อ่านฉลากให้เข้าใจว่าเป็นแบบกลั่นหรือไม่ และดูวันที่ผลิต/หมดอายุ
สรุป
น้ำมันทำอาหารแต่ละชนิดมีจุดที่ถนัดต่างกัน เลือกตามงานที่ทำบ่อย ไม่ใช่ตามกระแส และใช้ในปริมาณพอเหมาะ จุดสำคัญที่สุดคือรู้ว่าอะไรใช้ทอด อะไรใช้ผัดไฟกลาง อะไรใช้ปรุงกลิ่น และจำไว้ว่าค่าจุดเกิดควันเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจ ไม่ใช่ตัวเลขรับประกันทุกยี่ห้อ เมื่อเข้าใจแบบนี้แล้ว ครัวของเราจะเลือกขวดน้ำมันได้เร็วขึ้นในทุกครั้งที่ไปซื้อของ

ใส่ความเห็น